คลายข้อสงสัย โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน
คลายข้อสงสัยโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน
1. ทำไมถึงเรียกว่า “โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน”?
เนื่องจากโครงการนี้เน้นการไปศึกษาภาษา และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในต่างประเทศ ดังนั้น ทุกคนที่เข้าร่วมถือว่าเป็นเยาวชน เป็นตัวแทนนักเรียนของคนไทย โดยที่นักเรียนทุกคนต้องประพฤติตัวดี มีมารยาทที่ดีสม่ำเสมอ และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยเมื่อมีโอกาส ฯลฯ
2. การเข้าร่วมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนแตกต่างจากโครงการศึกษาต่อต่างประเทศทั่วไปอย่างไร?
โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ซึ่งนักเรียนจะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน หรือจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเล็กน้อย เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย(Grade 10-12) อีกทั้งยังมีครอบครัวอุปถัมภ์ หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า โฮสต์(Host Family) จัดหาที่พักและอาหาร(มื้อเช้า และเย็น) และเป็นผู้ปกครองนักเรียนตลอดระยะเวลาในโครงการ โดยองค์กรนักเรียนแลกเปลี่ยนในต่างประเทศจะเป็นผู้จัดหาโรงเรียน และครอบครัวอาสาสมัครดังกล่าวให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละราย ส่วนโครงการศึกษาต่อต่างประเทศ ผู้ปกครองนักเรียนจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเรียนอยู่ต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ค่อนข้างมาก
3. ค่าใช้จ่ายระหว่างโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน และโครงการศึกษาต่อต่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร?
แตกต่างกันมาก นักเรียนแลกเปลี่ยนผู้ปกครองจะต้องสมทบทุนค่าโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนประมาณ USD 8,000 – 15,000 ต่อปีการศึกษา(แล้วแต่ประเทศ) ในขณะที่นักเรียนโครงการศึกษาต่อต่างประเทศ อาจต้องใช้ถึง USD 20,000 – 25,000 ต่อปีการศึกษา กรณีเลือกไปศึกษาต่อเองมีข้อดีคือนักเรียนสามารถเลือกรัฐที่ต้องการไปเรียน, เลือกโรงเรียน(เอกชน หรือรัฐบาล) และที่พัก(อยู่หอ หรือ Homestay) ได้ตามความต้องการ ส่วนนักเรียนแลกเปลี่ยนไม่สามารถเลือกได้
4. นักเรียนแลกเปลี่ยนสามารถเลือกรัฐ, สถานศึกษา และโฮสต์ในประเทศเจ้าบ้านได้หรือไม่?
ไม่ได้ เนื่องจากโรงเรียน และโฮสต์จะเป็นผู้เลือกนักเรียนเอง ดังนั้น องค์กรนักเรียนแลกเปลี่ยนในต่างประเทศจะพยายามอย่างดีที่สุด ในการจัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ และโรงเรียน ที่เหมาะสมให้แก่นักเรียน
5. นักเรียนจะได้เรียนในชั้นเรียนในระดับใด (Grade Level)?
โดยปกติถ้าเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, แอฟริกาใต้, แคนาดา หรือนิวซีแลนด์ นักเรียนจะได้เรียนในชั้นถัดไป เช่น เรียนจบชั้น ม.4 ในเมืองไทย เมื่อไปต่างประเทศ นักเรียนจะถูกจัดให้เข้าเรียนชั้น ม.5 เป็นต้น แต่บางครั้งนักเรียนอาจถูกลดชั้นก็ได้ หากโรงเรียนเห็นว่านักเรียนมีภาษาอ่อนมาก(บางโรงเรียนอาจจะทดสอบภาษาของนักเรียนแลกเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อเดินทางไปถึง) ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น นักเรียนแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่จะถูกลดชั้นเรียนด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษา
6. นักเรียนจะทราบได้อย่างไรว่าต้องลงเรียนวิชาอะไรบ้าง?
ให้นักเรียนปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาที่โรงเรียน ส่วนใหญ่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ จะจัดให้นักเรียนลงเรียนประมาณ 7 วิชา แบ่งเป็นวิชาบังคับ 1-2 วิชา ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบังคับให้เรียนวิชาประวัติศาสตร์อเมริกัน และภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาที่เหลือประมาณ 5 วิชา นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัด ซึ่งควรเลือกเรียนตามความจำเป็นที่เราสามารถนำกลับมาใช้ในการขอเทียบชั้นเรียนในเมืองไทยต่อไป หากเป็นประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น, เยอรมนี หรือฝรั่งเศส นั้น ขึ้นอยู่กับระเบียบและกฎเกณฑ์ของสถานศึกษาแต่ละแห่ง
7. หากพบว่านักเรียนคนใดมีผลการเรียนตกต่ำ โดยโรงเรียนพิจารณาให้นักเรียนต้องเรียนพิเศษเพิ่มเติม ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย?
นักเรียน และผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งองค์กรนักเรียนแลกเปลี่ยน และบริษัทฯ จะประสานงานแจ้งให้ทราบเป็นกรณีไป



9. หากต้องการจะเปลี่ยนโฮสต์ จะสามารถทำได้หรือไม่?
องค์กรนักเรียนแลกเปลี่ยน ในต่างประเทศจะพิจารณาตามดุลยพินิจที่เหมาะสม ทั้งนี้ จะไม่สามารถเปลี่ยนได้หากนักเรียนมีเหตุผล ดังต่อไปนี้.- ไม่ชอบ, ไม่อยากอยู่ในเมืองเล็กๆ เพราะชนบทไป หรือเพราะอยากไปอยู่รัฐอื่น, ไม่ชอบคนสีผิว หรือไม่ชอบอาชีพของโฮสต์ ฯลฯ เหล่านี้เป็นความต้องการส่วนบุคคล ซึ่งหากต้องการอย่างนี้ นักเรียนไม่ควรเข้าร่วมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนตั้งแต่ตอนแรก และควรตัดสินใจใหม่ตั้งแต่บัดนี้ เนื่องจากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนั้น มีกฎระเบียบมากมายบังคับ ดังนั้น นักเรียนควรเลือกไปโครงการศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (F-1 VISA) ซึ่งจะสามารถเลือกได้ตามใจชอบ
10. นักเรียนจะทราบได้อย่างไรว่าจะได้โฮสต์เมื่อใด?
กระบวนการในการสรรหาโฮสต์ มีหลายขั้นตอน องค์กรนักเรียนแลกเปลี่ยน ต้องจัดส่งข้อมูลนักเรียนเพื่อให้โฮสต์ ได้พิจารณารับนักเรียนแลกเปลี่ยน ในขณะเดียวกันนักเรียนแลกเปลี่ยนไม่ได้มีเฉพาะจากประเทศไทย มีนักเรียนจากทั่วโลกเข้าร่วมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ระยะเวลาจะได้โฮสต์ช้า หรือเร็วขึ้นอยู่กับการส่ง Application ของนักเรียนแลกเปลี่ยน ว่าส่งมาช้าหรือเร็ว ลงรายละเอียดครบถ้วนหรือไม่ โดยปกติจะได้โฮสต์ทุกคนก่อนการเดินทาง และจะรู้โฮสต์ก่อนการเดินทางประมาณ 1 – 2 เดือน แต่บางกรณีอาจจะรู้ก่อนการเดินทางเพียงไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่กี่วัน
11. ควรปฏิบัติตัวอย่างไรในการพักอาศัยอยู่กับโฮสต์
โฮสต์ เป็นครอบครัวอาสาสมัคร ซึ่งมิได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลที่บุคคลเหล่านี้มีความสนใจหลากหลายในวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ และมีความใจกว้างในการเปิดโอกาสให้นักเรียนแลกเปลี่ยนได้มาพักอาศัยอยู่ด้วยกัน เพื่อศึกษาซึ่งกันและกัน ดังนั้น ควรปฏิบัติตัวเสมือนสมาชิกในครอบครัว มีกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเหลือหน้าที่ในบ้านตามสมควร พยายามเปิดใจสู่วัฒนธรรมใหม่ๆ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ให้มากที่สุด

12. กลับมาต้องซ้ำชั้นหรือไม่?
ตามระเบียบการกระทรวงศึกษาธิการ นักเรียนแลกเปลี่ยนทุกคนมีสิทธิเลื่อนชั้นเรียนได้โดยไม่ต้องซ้ำชั้น แล้วแต่ความสมัครใจ หากใครต้องการเรียนซ้ำก็ได้ หรือแล้วแต่ระเบียบการของแต่ละโรงเรียนที่น้องๆ เรียน ซึ่งมีหลักการแตกต่างกัน และกรณีที่น้องๆ เรียนสายวิทย์ หากกลับมาจากโครงการฯ แล้ว ไม่อยากเรียนซ้ำชั้น นักเรียนจะต้องปรึกษาอาจารย์และโรงเรียนถึงนโยบายการปฏิบัติสำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนฯ
13. การวางแผนศึกษาต่อหลังเสร็จสิ้นโครงการ และการวางแผนศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
ก่อนการเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ นักเรียนควรวางแผนการศึกษาต่อหลังจากเสร็จสิ้นโครงการ หรือสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ว่าต้องการเรียนต่อที่ไหน? อย่างไร? นักเรียนที่เสร็จสิ้นโครงการ ส่วนใหญ่จะได้รับ Transcript จากโรงเรียน และในบางกรณีนักเรียนอาจจะได้รับ Diploma หรือ Certificate จากโรงเรียนด้วย นักเรียนที่เสร็จสิ้นโครงการแล้ว มีทางเลือกในการศึกษาต่อ ดังนี้.-
1. เดินทางกลับมาศึกษาต่อโรงเรียนเดิมที่เมืองไทย เพื่อให้สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
2. ศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ด้วยวีซ่านักเรียน เพื่อให้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ต่างประเทศ
3. กรณีนักเรียนได้รับ Diploma หรือ Certificate จากโรงเรียน นักเรียนสามารถนำ Diploma หรือ Certificate ยื่นสมัครเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่ต่างประเทศ หรือหลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยในประเทศ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขการพิจารณารับสมัครของสถาบันการศึกษานั้นๆ
นอกจากนี้ นักเรียนยังมีทางเลือกในการสอบเทียบ GED (General Educational Development) คือการสอบเทียบเท่าระดับวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทยตามหลักสูตรการศึกษาของสหรัฐอเมริกา และแคนาดา หมายความว่าผู้ที่ผ่านการสอบ GED จะมีสิทธิเทียบเท่าการเรียนจบ ม.6 ในไทย และสิ่งนั้นหมายถึงการมีสิทธิสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
สำหรับนักเรียนที่เลือกกลับมาศึกษาต่อในโรงเรียนเดิมที่เมืองไทย และต้องการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในประเทศ นักเรียนสามารถเข้าสู่ขบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง ที่เรียกว่า TCAS (Thai University Central Admission System) ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่สมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือเว็บไซต์ http://tcas.cupt.net
